“พอได้เห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างสองตัวละครที่ต้องรับมือกับปัญหาที่ใหญ่โตมากๆ เนี่ย มันทำให้เรารู้ว่า นี่ไม่ใช่การแสดงน่ะ เราเชื่อในสิ่งที่ตัวละครเจอ เราเข้าใจปัญหาและเราเห็นอกเห็นใจในตัวละครทั้งคู่ มันเป็นหนังสะท้อนความเป็นจริงเกี่ยวกับเด็กวัยรุ่นได้ดีมากๆ”- ประวิทย์ แต่งอักษร (นักวิจารณ์และอาจารย์วิชาภาพยนตร์)
“เป็นหนังที่ทำให้เรารู้จักความนึกคิดของเด็กวัยรุ่นหนุ่มสาวทุกวันนี้ เรารู้สึกได้ถึงความมีชีวิตชีวาของตัวละคร คือมันไม่ใช่หนังที่เขียนบทขึ้นแล้วตัวละครก็อยู่ห่างไกลจากการรับรู้ของคนทั่วไป แต่ตัวละครดูมีเลือดมีเนื้อ มีมิติ คำพูดของตัวละครดูเป็นธรรมชาติมาก เรื่องของตัวละครเป็นเรื่องที่เราเข้าใจว่าจะเป็นปัญหาของคนหนุ่มสาวในวัยนี้
ถ้ามองในแง่ของการเป็นหนังวัยรุ่นที่พูดถึงปัญหาของวัยรุ่นเองนั้น นี่เป็นหนังที่พูดถึงประเด็นพวกนี้ได้ตรงไปตรงมา เป็นธรรมชาติ และก็ไม่มีลักษณะสั่งสอน และผมเชื่อว่าผู้ใหญ่น่าจะดูหนังเรื่องนี้เพราะจะทำให้เราเข้าใจเด็กหนุ่มสาวมากขึ้น หนังจะช่วยลดช่องว่างระหว่างเด็กหนุ่มสาวกับคนที่เป็นพ่อแม่เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าปัญหาช่องว่างระหว่างวัยเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงๆ
(หลังจากนี้จะมีการกล่าวถึงเรื่องราวและประเด็นของหนังแต่ละตอน)
โดยรวมหนังทุกเรื่องใน ‘รักจัดหนัก’ มีจุดแข็งมีความโดดเด่นในตัวเอง แต่ถ้าถามว่าชอบเรื่องไหนมากที่สุด ผมชอบ ‘ไปเสม็ด’ ซึ่งเป็นเรื่องของคนหนุ่มสาวที่สอบติดมหา’ลัยทั้งคู่ และเข้าใจว่าด้วยความดีใจก็คงเตลิดเปิดเปิงไปในเรื่องเซ็กซ์แล้วก็ลงเอยด้วยผลลัพธ์ที่ทั้งสองคนคาดไม่ถึง คือตัวเรื่องก็ไม่ได้พิเศษอะไรมากนะ แต่พอได้เห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างสองตัวละครที่ต้องรับมือกับปัญหาที่ใหญ่โตมากๆ เนี่ย มันทำให้เรารู้ว่า นี่ไม่ใช่การแสดงน่ะ เราเชื่อในสิ่งที่ตัวละครเจอ เราเข้าใจปัญหาและเราเห็นอกเห็นใจในตัวละครทั้งคู่ เรารู้ว่าสองคนนี้ยังเด็กเกินกว่าที่จะมีวุฒิภาวะสามารถแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นมันเป็นหนังสะท้อนความเป็นจริงเกี่ยวกับเด็กวัยรุ่นได้ดีมากๆ
ส่วนเรื่อง ‘เป็นแม่เป็นเมีย’ ความน่าสนใจอยู่ตรงเรื่องของผู้ชายผู้หญิงที่มาอยู่กินกันโดยมีลูกก่อนวัยอันควร ซึ่งเรามองเห็นความว้าเหว่ของสองคนนี้มาก เขายังไม่พร้อมทั้งร่างกายทั้งจิตใจทั้งความรู้สึก ยังอยากเที่ยว ยังเป็นวัยรุ่นอยู่ แต่ถูกบังคับให้ต้องมาดูแลปัญหาเฉพาะหน้าของตัวเอง ฉากที่ผมชอบมากฉากหนึ่งคือฉากที่เขาต้องล้างก้นเด็ก คือเราเห็นเลยว่าสองคนนี้คงไปไม่รอดแน่ๆ และผมแอบคิดด้วยว่า หนังตอนที่สองนี้คืออนาคตของตอนที่หนึ่ง เรารู้สึกเหมือนว่าสองคนใน “ไปเสม็ด” ก็น่าจะมาลงเอยเหมือนใน “เป็นแม่เป็นเมีย” นี่เอง
พาร์ตที่สามคือ ‘ทอมแฮ้ง’ พูดถึงคนเป็นทอมที่บังเอิญเมาเกินกว่าเหตุและตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย คือมันเป็นสองระดับนะ หนึ่งเป็นทอมที่ต้องมีเซ็กซ์กับผู้ชายซึ่งก็เป็นความน่าขยะแขยงสำหรับตัวละครตัวนี้มากพออยู่แล้ว แต่นอกจากนั้น สวรรค์ยังไม่เมตตาอีกด้วยการให้ชีวิตเขาไปกันใหญ่ยิ่งกว่านั้น แล้วตัวละครก็เลือกจะจัดการปัญหาของตัวเองในแบบที่ผมเชื่อว่าถ้าเป็นความจริงเขาก็คงจะเลือกแบบนี้แหละ ซึ่งจะเป็นยังไงต้องให้คนดูไปค้นหาในหนังกันเอาเอง แต่สิ่งที่ผมชอบก็คือหลังจากที่จบปัญหาไปแล้วเนี่ย หนังยังไม่เพิกเฉยต่อตัวละครที่ก่อปัญหา ฉากที่ผมชอบมากคือฉากที่หนังพาไปดูตัวละครผู้ชายที่มีเซ็กซ์กับทอมและได้เห็นว่าเขาก็ยังเริงร่าอยู่กับชีวิตปกติของเขาซึ่งเราดูแล้วทั้งขำทั้งสมเพชเขาน่ะ
และตอนจบของหนังนั้น ถ้าดูตามเนื้อผ้าแล้วเหมือนๆ จะเป็นแฮปปี้เอนดิ้ง แต่จริงๆ แล้วพอเดินออกจากโรงก็ยังมีอะไรค้างคาอยู่ในหัวเยอะทีเดียว”
- ประวิทย์ แต่งอักษร (นักวิจารณ์และอาจารย์วิชาภาพยนตร์)“ผมไม่เคยดูหนังวัยรุ่นเรื่องไหนเลยที่สื่อสารด้วยภาษาเป็นจริงแบบนี้ ไม่ใช่ภาษาละคร ไม่ใช่ภาษาหนัง แต่เป็นภาษาพูดที่เด็กมันพูดกันอย่างนี้จริงๆ มันเป็นการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา”- นิมิตร ลักษมีพงศ์ ‘ดีเจบ็อบบี้’ นักจัดรายการวิทยุชื่อดัง
“ครั้งแรกที่รู้ข่าวหนังเรื่องนี้ก็คือรู้ว่าทีมงานนิตยสาร BIOSCOPE มาทำหนัง ซึ่งความรู้สึกแรกของผมก็คงจะเหมือนคนอื่นๆ ส่วนใหญ่ ก็คือคิดว่าคนทำหนังสือที่จริงจังและรู้เรื่องหนังเยอะอย่างนี้ ถ้ามาทำหนังแล้วคงจะเป็นหนังที่ดูยาก แต่จริงๆ กลับตรงข้ามเลย เพราะหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดูง่ายมาก
สิ่งที่ผมชอบมากคือ ผมไม่เคยดูหนังวัยรุ่นเรื่องไหนเลยที่สื่อสารด้วยภาษาเป็นจริงแบบนี้ ไม่ใช่ภาษาละคร ไม่ใช่ภาษาหนัง แต่เป็นภาษาพูดที่เด็กมันพูดกันอย่างนี้จริงๆ มันเป็นการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา และผมชอบทั้งสามเรื่องซึ่งมีคอนเซ็ปต์เดียวกัน ธีมเดียวกัน แต่ก็มีความแตกต่าง ทั้งด้านวิธีเล่า ไอเดีย รายละเอียดและให้ฟีดแบ็คที่ไม่เหมือนกัน ผมเชื่อว่าหนังเรื่องนี้จะเป็นหนังที่ทั้งผู้ใหญ่และเด็กจะชอบ”
- นิมิตร ลักษมีพงศ์ ‘ดีเจบ็อบบี้’ นักจัดรายการวิทยุชื่อดัง“ไม่ค่อยได้เห็นหนังเนื้อหาแบบนี้สักเท่าไหร่ และมีวิธีการเล่าเรื่องที่สดใหม่ดี เป็นวิธีการที่ไม่ค่อยได้เห็นในหนังไทยทั่วๆ ไป”- ศิวะภาค เจียรวนาลี (กองบรรณาธิการนิตยสาร a day)
“ไม่ค่อยได้เห็นหนังเนื้อหาแบบนี้สักเท่าไหร่ในวงการหนังไทย การได้เห็นก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี ส่วนเรื่องเนื้อหาก็ถือว่ามีวิธีการเล่าเรื่องที่สดใหม่ดี เป็นวิธีการที่ไม่ค่อยได้เห็นในหนังไทยทั่วๆ ไป คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่มีหนังเรื่องนี้เกิดขึ้น ขอเป็นกำลังใจให้คนทำเพราะเชื่อว่าต้องพบเจออุปสรรคมากมายในการทำงานที่เนื้อหาค่อนข้างยาก”
- ศิวะภาค เจียรวนาลี (กองบรรณาธิการนิตยสาร a day)“หนังมีพลังทั้ง 3 เรื่องเลยทั้งหมดพูดถึงเรื่องที่คล้ายกันแต่ด้วยวิธีการ ที่ไม่เหมือนกันบางเรื่องก็เป็นเรื่องที่เรารู้สึกว่ามันธรรมดามาก ในความธรรมดาที่เราอาจจะเจอในสังคมอยู่บ่อยๆเนี่ยหนังพาเราเข้าไป สัมผัสกับตัวละครที่เจอปัญหานั้นๆอย่างใกล้ชิดและทำให้เรารู้สึกไปด้วยกับพวกเขา”- โตมร ศุขปรีชา บรรณาธิการนิตยสาร GM นักเขียน และนักแปลชื่อดัง
“ผมรู้สึกว่าหนังมีพลังทั้ง 3 เรื่องเลย ดูแล้วอย่างแรกเลยคือสนุก และถ้าคิดในแง่ประเด็นเชิงสังคมที่หนังนำเสนอก็น่าสนใจ เพราะทั้งสามเรื่องพูดถึงเรื่องที่คล้ายกันแต่พูดด้วยวิธีการที่ไม่เหมือนกัน บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่เรารู้สึกว่ามันธรรมดามาก แต่ในความธรรมดาที่เราอาจจะเจอในสังคมอยู่บ่อยๆ เนี่ย หนังพาเราเข้าไปสัมผัสกับตัวละครที่เจอปัญหานั้นๆ อย่างใกล้ชิดและทำให้เรารู้สึกไปด้วยกับพวกเขา
สิ่งที่ชอบมากก็คือการใช้เพลง ‘แฮปปี้เบิร์ธเดย์’ ในหนังซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเป็นความจงใจหรือเปล่า แต่ว่ามันมีทั้งในเรื่องแรกและเรื่องสุดท้าย ซึ่งสำหรับผมมันหมายถึง ‘การเกิดใหม่’ แต่ว่าเพลงถูกนำมาใช้ได้ในหลายแง่มุม ทั้งการเกิดของชีวิตใหม่และการเกิดของชีวิตเดิมที่เปลี่ยนสถานภาพใหม่ คือหนังจะพูดถึงความสำคัญของคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน เป็นครอบครัว หรือเป็นคู่กันและกันที่ร่วมกันก่อปัญหาขึ้นมา ถ้าเราได้รับความเข้าใจจากคนรอบข้าง ถ้ามีความเข้าใจแบบนั้นเกิดขึ้น ชีวิตมันก็จะง่ายขึ้น”
- โตมร ศุขปรีชา บรรณาธิการนิตยสาร GM นักเขียน และนักแปล“มันเป็น communication แบบใหม่ มันทำให้เราคิดได้ว่าในการที่เราจะสื่อสารก้อนความคิดของเราออกไปนั้น สามารถทำด้วยวิธีการแบบนี้ก็ได้ด้วยและก็มีพลังมากๆ ในการสื่อสารกับกลุ่มวัยรุ่น”- ภาณุมาศ ทองธนากุล (ใบพัด) นักเขียน เจ้าของผลงาน ‘เสียดายคนอินเดียไม่ได้อ่าน’
“ถ้ามีน้อง ผมก็อยากให้น้องผมมาดู ถ้าผมมีลูก ผมก็อยากให้หนังเรื่องนี้พูดแทนบางอย่างที่ผมอยากให้เขารู้ ซึ่งบางทีผมพูดแบบนั้นไม่ได้ ผมก็อยากให้หนังเรื่องนี้บอกเล่าแทน ....ผมรู้สึกว่ามันเป็น communication แบบใหม่ มันทำให้เราคิดได้ว่าในการที่เราจะสื่อสารก้อนความคิดของเราออกไปนั้น สามารถทำด้วยวิธีการแบบนี้ก็ได้ด้วยและก็มีพลังมากๆ ในการสื่อสารกับกลุ่มวัยรุ่น”
- ภาณุมาศ ทองธนากุล (ใบพัด) นักเขียน เจ้าของผลงาน ‘เสียดายคนอินเดียไม่ได้อ่าน’